ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักว่า RFID มี่กี่ประเภท ผมจะขอพูดถึงส่วนประกอบของ RFID ก่อนนะครับ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทคือ
ป้าย (Tag, Transponder[transceiver-responder]) ตัวอย่างเช่น ป้ายที่ติดสินค้า และ ตั๋วรถไฟฟ้าที่เป็นเหรียญกลมๆสีดำ สิ่งเหล่านี้ก็คือ Tags ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ภายในจะประกอบด้วย เสาอากาศ และ ตัวไมโครชิป ในส่วนของตัวเสาอากาศนั้น จะทำหน้าที่รับส่งสัญญาณคลื่นวิทยุระหว่าง ป้าย(Tags) กับ เครื่องอ่าน(Reader) นอกจากนั้นแล้วมันยังสามารถทำหน้าที่สร้างพลังงานเพื่อป้อนให้กับไมโครชิปได้อีกด้วย
ตัวอย่างตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินที่ใช้เทคโนโลยี RFID
เครื่องอ่านป้าย (Reader) โดยหน้าที่ของเครื่องอ่านป้ายคือ จะทำการเชื่อมต่อกับป้ายเพื่อทำการอ่านหรือเขียนข้อมูลลงในป้ายโดยใช้สัญญาณวิทยุ ซึ่งภายในเครื่องอ่านจะประกอบด้วย เสาอากาศ เพื่อใช้รับ-ส่งสัญญาณ, ภาครับภาคส่งสัญญาณวิทยุ, วงจรควบคุมการอ่าน-เขียนข้อมูล และส่วนที่ติดต่อกับคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกันกับในส่วนของป้าย เครื่องอ่านนั้นจะมีชนิด และลักษณะรูปร่างหลากหลายแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน เช่น แบบมือถือ แบบติดหนัง จนไปถึงแบบขนาดใหญ่เท่าประตุ เป็นต้น
3. ฮาร์ดแวร์ หรือ ระบบที่ใช้ประมวลผล
คือส่วน ฮาร์ดแวร์ หรือ ระบบที่ใช้ประมวลผล เป็นส่วนที่จะทำการประมวลผลข้อมูลที่ได้มาจากป้าย (Tag) หรือ จะสร้างข้อมูลเพื่อส่งไปยังป้าย (Tag) หรือว่าจะเป็นที่เก็บระบบฐานข้อมูล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบที่เรานำเอาไปใช้นะครับ ตัวอย่างอย่างเช่น ระบบการจัดการฟาร์มปศุสัตว์ ระบบคลังสินค้า ระบบขนส่ง ระบบการบริหารทรัพยากรต่างๆ เป็นต้น

ประเภทของระบบ RFID
ระบบ RFID สามารถจำแนกประเภทได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับว่าจะถูกจำแนกจากคุณสมบัติอะไร เช่น ความถี่ที่ใช้งาน ชนิดของ Tags เป็นต้น ในที่นี้เราจะทำการจำแนกประเภทของระบบ RFID ออกเป็น 3 ประเภทดังนี้
1. จำแนกตามขนาดของหน่วยความจำ ซึ่งสามารถแยกย่อยได้อีกดังนี้
1.1 ชนิด 1 บิต (1 Bit Type)
RFID ชนิดนี้เรียกอีกอย่างว่า EAS (Electronic Article Surveillmce) เป็น RFID ที่ใช้ Tags แบบที่ไม่มีไมโครชิพ มีเฉพาะเสาอากาศอย่างเดียว โดยการทำงานจะทำการตรวจสอบเฉพาะว่ามี Tags อยู่ในพื้นที่สัญญาณหรือไม่ ซึ่งจะแสดงสถานะเป็น 0 หรือ 1 (มีหรือไม่มี)

รูปแบบของ RFID ชนิดนี้ได้ถูกนำมาใช้งานในทางธุรกิจอย่างเช่น นำมาใช้กับสินค้าเพื่อป้องกันสินค้าสูญหาย เช่นตามห้างสรรพสินค้า RFID จะถูกนำไปติดที่สินค้าหรือหลังบาร์โค้ดสินค้า และจะมีเสาตรวจจับสัญญาณที่ด้านหน้าประตูทางออก หากสินค้าถูกนำออกมาโดยไม่ได้ชำระเงินเครื่องจะสามารถตรวจจับสัญญาณได้ ซึ่งหากสินค้าถูกนำไปชำระเงินที่เค้าเตอร์ tags จะถูกดึงออกหรือถูกทำลายสนามแม่เหล็กในตอนชำระเงิน เสาอากาศด้านหน้าประตูก็ไม่สามารถตรวจจับสัญญาณได้ ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า เช่น บิ๊กซี, โลตัส, คาร์ฟูล เป็นต้น
1.2 ชนิดหน่วยความจำมากกว่า 1 บิต (Data Carrier Type)
RFID ชนิดนี้จะใช้ Tags ที่มีไมโครชิพและหน่วยความจำเป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยบางชนิดสามารถเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 64 กิโลไบต์ มักใช้ในงานด้านอุตสาหกรรมหรืองานทั่วไปที่ต้องใช้ Tags ในการเก็บข้อมูล
2. จำแนกโดยลักษณะการคล้องของสัญญาณ
2.1 Close Coupling เป็นระบบ RFID ที่มีระยะในการอ่าน / เขียนข้อมูลสั้นมากประมาณ 0-1 เซนติเมตร ดังนั้น Tags จะต้องอยู่ใกล้หรือวางอยู่บนเครื่องอ่าน คลื่นความถี่ที่ใช้เริ่มตั้งแต่ 0 Hz จนถึง 50 MHz โดยระบบนี้จะนิยมนำมาใช้กับงานที่ต้องการความปลอดภัยค่อนข้างสูง แต่ไม่ต้องการการติดต่อในระยะที่ไกล ตัวอย่างเช่น ประตูอัตโนมัติ
2.2 Remote Coupling เป็นระบบที่มีระยะการอ่าน/เขียนสูง ไกลถึง 1 เมตร ซึ่งจะใช้หลักการคล้องสัญญาณแบบ Inductive (Magnetic) Coupling ระหว่างเครื่องอ่านกับ Tags ในปัจจุบันระบบ RFID ใช้หลักการนี้ประมาณ 90-95% ของระบบทั้งหมด โดยความถี่ที่ใช้อยู่ที่ต่ำกว่า 135 KHz หรือ 13.56 MHz และ 27.125 MHz ระบบนี้พบมากในลักษณะงานอุตสาหกรรมเช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออิเล็คทรอนิกส์ เป็นต้น
2.3 Long Range เป็นระบบที่มีระยะการอ่าน/เขียนอยู่ระหว่าง 1 ถึง 10 เมตรหรือบางระยะอาจไกลกว่านี้ ความถี่ที่ใช้ไมโครเวฟ (Microwave) ซึ่งอยู่ที่ความถี่ 2.45 GHz บางครั้งจะพบที่ระดับ 915 MHz, 5.8 GHzและ 24.125 GHz ลักษณะงานที่ใช้ระบบ RFID แบบนี้จะเป็นงานที่ต้องการการสื่อสารระยะไกล เช่น ระบบชำระเงินอัตโนมัติของทางด่วน
3. จำแนกตามความสามารถของระบบ
3.1 ระบบอ่านอย่างเดียว (Read Only System)
ถือว่าเป็นระบบที่ Low end ที่สุด Tags มีข้อมูลซึ่งจะอยู่ในรูปแบบ Serial Number และไม่สามารถเขียนข้อมูลใหม่ลงไปได้ เหมาะกับงานที่ต้องการอ่านอย่างเดียวเช่น แยกแยะความแตกต่างของสินค้า ความถี่ที่ใช้งานจะอยู่ที่ต่ำกว่า 135 KHz หรือ 2.45 GHz
3.2 ระบบอ่านเขียน (Read-Write System)
จะจัดอยู่ในระดับ Mid-range ของระบบ RFID Tags โดยสามารถเขียนข้อมูลซ้ำได้ โดยมีความจุอยู่ที่ 16 byte จนถึง 16 Kb หน่วยความจำที่ใช้จะเป็นชนิด EEPROM หรือ SRAM ความถี่ที่ใช้อยู่ที่ 135 KHz, 12.56 MHz, 27.125 MHz และ 2.45 GHz
3.3 ระบบไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor System)
เป็นระบบที่จัดอยู่ในระดับ High end เพราะมีไมโครโปรเซสเซอร์เป็นตัวประมวลผล Tags ระบบนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้อย่างหลากหลายและมีฟังก์ชันการสร้างรหัสลับ (Cryptological Functions) สามารถนำไปใช้งานที่เกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัย ย่านความถี่ที่ใช้จะอยู่ที่ 13.56 MHz หน่วยความจำที่ใช้งานจะมีขนาดตั้งแต่ น้อยๆ จนถึง 16 Kb และหน่วยความจำจะเป็นชนิด EEPROM
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เราได้ทราบกันแล้วว่าระบบ RFID สามารถจำแนกได้อย่างหลากหลายตามคุณสมบัติของระบบ ซึ่งความหลากหลายนี้ก็ส่งผลให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานกับระบบธุรกิจได้อย่างถูกต้องและหลากหลายเช่นกันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของระบบงาน
เรื่องของ RFID ยังไม่จบแค่นี้นะครับ ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจอีกมากมาย แล้วผมจะนำมาเสนอในครั้งต่อไปครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น