วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551

แนวโน้ม RFID เทคโนโลยีคลื่นลูกที่ 3

เทคโนโลยี RFID เป็น เทคโนโลยี กำลังมาแรงในยุคสมัย ที่มีความต้องการแข่งกับเวลาและประสิทธิภาพของการแข่งขั้นทางด้านการค้าในยุคปัจจุบัน RFID ช่วยให้ขั้นต้อนของการทำงานนั้นง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น จะเห็นได้จาก การใช่เทคโนโลยี RFID เข้ามามีบทบาทในวงการธุรกิจหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น เริ่มมีการอาร์เอฟไอดี มาประยุกต์ใช้งานในห่วงโซ่อุปทาน หรือซัพพลายเชน โดยวอลล์มาร์ท ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐ กลายเป็นตัวตั้งตัวตีรายแรกๆ ที่มีผลักดันให้คู่ค้ามีการติดตั้งใช้งานแทนบาร์โค้ต โดยปี 2548 บังคับให้คู่ค้า หรือผู้ผลิตสินค้าที่จัดส่งสินค้าให้กับวอลล์มาร์ท 100 อันดับแรก ต้องติดตั้งชิปอาร์เอฟไอดีแทนบาร์โค้ต ซึ่งจากการนำอาร์เอฟไอดีไปใช้ในปีที่ผ่านมาช่วยให้บริษัทวอลมาร์ทลดการขาดสินค้าลงได้มากกว่า 16 % ทำให้บริษัทวอลมาร์ทเดินหน้าบังคับให้ผู้ค้าติดตั้งระบบขึ้นอีก 300 รายและต้องติดตั้งทั้งหมดในปี 2551 ขณะที่ผู้ผลิตเสื้อผ้าชั้นนำอย่างเบเนตอง ได้เริ่มนำป้ายอาร์เอฟไอดีหรือสมาร์ทแท็ก มาติดที่เสื้อผ้า "Sisley" เป็นยี่ห้อแรก
เพื่อช่วยให้ร้านค้าสามารถตรวจสอบระดับสินค้าในสต็อกได้ทันทีที่ต้องการเพื่อประกอบการตัดสินใจในการสั่งซื้อสินค้าเพิ่ม อีกทั้งเทคโนโลยีดังกล่าวยังสามารถเชื่อมต่อไปยังระบบสั่งซื้ออัตโมนัติได้อีกด้วย
อีกตัวอย่างที่น่าสนในคือห้างสรรพสินค้าในประเทศเยอรมัน มีการนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี มาช่วยเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าและลดจำนวนพนักงานในการเก็บเงินลูกค้า โดยลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าผ่านในร้านสามารถหยิบสินค้าที่ติดป้ายอาร์เอฟไอดี เดินผ่านเครื่องอ่านป้าย ซึ่งเครื่องอ่านจะคำนวณราคาของสินค้าทั้งหมด และตัดเงินจากธนาคารของลูกค้าอัตโนมัติโดยลูกค้าไม่ต้องรอคิว
ในต่างประเทศยังมีการนำอาร์เอฟไอดีไปประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ อาทิ ใช้เป็นป้ายประจำตัวผู้ป่วย ซึ่งป้ายดังกล่าวจะเก็บข้อมูลและประวัติการรักษาของผู้ป่วย ในขณะที่บางประเทศเริ่มนำป้ายอาร์เอฟไอดี มาติดที่ตัวผู้ป่วย เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยได้ตลอดเวลาจากระยะไกล
สำหรับประเทศไทยนั้นเริ่มมีการนำร่องเอาอาร์เอฟไอดีมาใช้กับอุตสาหกรรมการส่งออกกุ้ง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเอกชน 2 ราย คือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ และบริษัทจันทบุรีโฟรเซ่นฟู้ด จำกัด นำร่องใช้เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีในโรงงานส่งออกกุ้ง เพื่อใช้สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Food Traceability) เพิ่มมูลค่าการส่งออกไปในตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตามกฎเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) นอกจากนี้ยังเริ่มนำร่องนำอาร์เอฟไอดีมาติดตั้งในสัตว์ อาทิ วัว หรือ หมู เพื่อเก็บประวัติของสัตว์ อาทิ เพศ อายุ น้ำหนัก และประวัติการให้วัคซีน ขณะที่กระทรวงไอซีทีมีแผนนำเทคโนโลยีอาร์เอฟไอที มาใช้ในบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด ที่มีแผนเปิดประมูลอีก 60 ล้านใบอีกด้วย

สำหรับผู้เขียนแล้วคิดว่า เทคโนโลยี RFID มีประโยชน์มากในยุคสมัยนี้ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า การทำเช่นนี้ จะละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรอไม่ เพราะถ้าไครอยากรู้อะไรก้อเข้าไปตรวจสอบได้เลย แล้วมีระบบอะไรที่จะรองรับได้ว่า การจ่ายเงินหักกับบัญชีโดยอัตโนมัติ จะไม่มีการผิดพลาด แล้วจะสามารถยืนยันได้จริงหรอว่าเราเป็นคนที่ใช่ เทคโนโลยี RFID เป็นตัวจริง ถ้ามีวันหนึ่ง ให้ฝั่งเทคโนโลยี RFID ตั้งแต่แรกเกิด เพื่อระบุตัวตนแล้วล่ะก็ผู้เขียนคงต้องคิดอีกทีว่า มันจะดีจริงหรอไม่ แนวโน้ม ที่เทคโนโลยี RFID จะก้าวเข้ามามีบทบาท จะมีมากขึ้น ทุกวงการธุรกิจ จะเริ่มเปลี่ยนจากบาร์โค้ค มาใช้เทคโนโลยี RFID กันหมดในไม่ช้า เนื่องจากความสะดวกของเทคโนโลยี RFID แต่ การทำงานด้วยแรงงานคนก็จะ ลดน้อยลงไปด้วย คนจะมีการขาดงานกันเยอะขึ้น จึงน่าจะมีการคิดรองรับปัญหาเรื่องนี้เอาไว้ด้วย ไม่ใช่ คิดจะใช้เทคโนโลยี RFID แต่เพียงอย่างเดียว

เขียนโดย พรณรงค์ บุตรแก้ว
ID 507240

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551

ตัวอย่างและประสบการณ์การใช้ RFID

ตัวอย่างและประสบการณ์การนำเทคโนโลยี RFID มาใช้
Present by : Mr.Nuntawat Kemthong I.D.507602



Wall Mart ร้านค้าปลีกชื่อดังของสหรัฐฯ ซึ่งมียอดขายปีละกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ ได้ออกระเบียบกำหนดให้ Suppliers รายใหญ่ 100 ราย เช่น Gillette, Nestle’, Johnsons & Johnsonsและ Kimberly Clark ติด RFID Chip บนหีบห่อ และกล่องบรรจุสินค้าให้เรียบร้อยก่อนส่งมาถึงห้าง ส่วน Suppliers รายเล็กๆ จะต้องติดชิปในรถส่งสินค้าให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2549 WallMart มองว่า เมื่อระบบดังกล่าวเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์จะช่วยให้บริษัททราบถึงการเดินทางของสินค้าได้ทุกระยะ ตั้งแต่โรงงานของ Suppliers จนถึงศูนย์กระจายสินค้าของห้าง และเมื่อใดที่สินค้าถูกหยิบออกจากชั้นไป RFID ก็จะส่งสัญญาณเตือนไปยังพนักงานให้นำสินค้ามาเติมใหม่ ทำให้ Wall Mart ไม่จำเป็นต้องเก็บสต็อกสินค้า แต่สามารถสั่งให้ Suppliers มาส่งของได้ทันทีรวมทั้งจะช่วย guarantee ว่าสินค้ามีวางจำหน่วยตลอดเวลา และประโยชน์ที่สำคัญอีกประการ
หนึ่งก็คือ จะช่วยลดปัญหาการโจรกรรมสินค้า และปลอม
แปลงสินค้าได้อีกด้วย

Extra Future Store ซึ่งเป็น Supermarket ในเยอรมนี ก็ได้นำเทคโนโลยี RFID มาใช้งานแล้ว หากลูกค้าต้องการซื้อชีส ลูกค้าก็เพียงป้อนคำสั่งลงในหน้าจอระบบสัมผัสที่อยู่หน้ารถเข็น จากนั้นหน้าจอก็จะปรากฏแผนที่บอกทางไปสู่ชั้นวางชีส ทันทีที่ลูกค้าหยิบชีสจากชั้นวาง ชิปที่ติดอยู่บนห่อชีสก็จะส่งสัญญาณข้อมูลไปยังแผ่นเก็บข้อมูลหนา 2 มิลลิเมตรที่อยู่ใต้ชั้นวาง และอุปกรณ์ตรวจจับที่อยู่บนแผ่นดังกล่าวก็จะส่งสัญญาณแจ้งไปยังฐานข้อมูลของคลังสินค้าว่า ชีสห่อนั้นถูกหยิบออกจากชั้นไปแล้ว ขณะเดียวกันข้อมูลดังกล่าวก็จะถูกส่งต่อไปยังบริษัทผู้ผลิตชีสด้วย และเมื่อข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคถูกเก็บรวบรวมไว้มากพอสมควรจนสามารถกำหนดเป็นพฤติกรรมการบริโภคได้แล้ว บริษัทผู้ผลิตและร้านค้าก็สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในการวางแผนการตลาดที่เหมาะสมและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น

ห้าง PRADA ที่อยู่กลางกรุงนิวยอร์ก ก็ได้ทดลองนำชิปไปติดไว้กับเสื้อผ้า เมื่อใดที่ลูกค้าหยิบชุดขึ้นมา และถือไว้ใกล้ๆ กับ RFID Reader จอภาพก็จะปรากฎภาพนางแบบที่สวมชุดนั้นอยู่เพื่อให้ลูกค้าดูเป็นตัวอย่างอีกด้วย

การประยุกต์ใชเทคโนโลยี RFID ในห่วงโซ่อุปทาน และระบบลอจิสติกส์

การนำเทคโนโลยี RFID เข้ามาประยุกต์ใช้ในโลกธุรกิจ สามารถทำได้มากมาย แต่ตัวอย่างที่ชัดเจนและมีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดก็คงหนีไม่พ้นในห่วงโซ่อุปทาน และระบบลอจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยี RFID ที่ติดไว้ในผลิตภัณฑ์ จะช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆสื่อสารระหว่างกันได้ และยังสามารถสื่อสารไปยังหน่วยธุรกิจและผู้บริโภคได้เช่นกัน ซึ่งจะเป็นการปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกระบวนการผลิต การขาย และการจับจ่ายซื้อสินค้า โดยมีตัวอย่างวิธีการทำงานดังนี้
เริ่มต้นที่ในโรงงานผลิตน้ำอัดลมกระป๋อง ซึ่งจะมีการนำแถบ RFID( RFID Tags) ไปติดไว้ที่น้ำอัดลมทุกกระป๋อง โดยแต่ละแถบ RFID ก็จะเก็บระหัสสินค้าที่ต่างกันไว้ ซึ่งแถบ RFID เหล่านี้เองจะช่วยให้สามารถระบุถึงรายละเอียดของสินค้าแต่ละกระป๋องได้ ดังนั้นการนับจำนวน และการติดตามสินค้าจึงเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ซึ่งเป็นวิธีการที่จะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากนั้นกระป๋องน้ำอัดลมเหล่านี้จะถูกบรรจุใส่ลังที่มีแถบ RFID ที่มีรหัสต่างกันติดไว้เช่นกันแล้วจึงขนเข้าไปในรถบรรทุกเพื่อรอการขนส่งต่อไป
เมื่อรถบรรทุกน้ำอัดลมกระป๋องเดินทางมาถึงศูนย์กระจายสินค้า เครื่องอ่าน RFID ซึ่งอยู่ในบริเวณที่รับสินค้าก็จะทำการตรวจสอบน้ำอัดลมทุกกระป๋องโดยไม่ต้องเปิดบรรจุภัณฑ์ออกมาจึงสามารถทำให้การจัดส่งน้ำอัดลมกระป๋องไปยังรถบรรทุกคันคันที่เหมาะสมในการขนถ่ายไปยังร้านค้าปลีกไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ร้านค้าปลีกจะสามารถติดตามสถานการณ์ขนส่งของน้ำอัดลมกระป๋องที่ตนสั่งให้ตลอดเวลา เมื่อน้ำอัดลมกระป๋องมาถึงก็จะผ่านโกดังสินค้าที่ติดเครื่องอ่าน RFID ไว้ ดังนั้นระบบการซื้อขายปลีกก็จะสามารถอัพเดทข้อมูลของน้ำอัดลมกระป๋องที่มาถึงได้โดยอัตโนมัติ และยังสามารถระบุตำแหน่งการจัดเรียงน้ำอัดลมกระป๋องทั้งหมด ในคลังสินค้าได้โดยอัตโนมัติเช่นกัน ทำให้การจัดเก็บสินค้ามีความถูกต้อง และประหยัดค่าใช้จ่าย
ภายในร้านค้าปลีก ก็มีการติดตั้งเครื่องอ่าน RFID ไว้ที่วางของเช่นกัน เมื่อน้ำอัดลมกระป๋องถูกนำมาวาง ชั้นวางของก็จะทราบโดยอัตโนมัติว่ามีสิ่งใดมาวางที่ชั้น และเมื่อลูกค้ามาหยิบน้ำอัดลมกระป๋องออกไปจากชั้นวาง เครื่องอ่าน RFID ก็จะส่งข้อความไปยังระบบของทางร้านค้าปลีกโดยอัตโนมัติ ว่าสินค้าที่อยู่ในชั้นมีจำนวนลดลงให้นำสินค้าเข้ามาเติมให้เต็มอีกครั้ง ซึ่งในตัวระบบเองก็จะสามารถทำการสั่งซื้อไปยังโรงงานผลิตน้ำอัดลมกระป๋อง จึงจะส่งผลให้ต้นทุนในการรักษาสินค้าคงคลังถูกจำกัดลง
ในส่วนของผู้บริโภคก็จะได้รับความสะดวกสบาย มากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องไปเข้าคิวเพื่อรอการจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ผู้ซื้อสามารถเดินออกจากประตูพร้อมกับสิ่งของที่ต้องการ แล้วเครื่องอ่านที่อยู่ที่ประตูทางออกจะสามารถจำแนกสินค้า ที่อยู่ในรถเข็นตามรหัสเฉพาะของสินค้าแต่ละชิ้นเพื่อการจ่ายเงิน โดยจะสามารถหักจากบัตรเครดิต หรือเดบิตก็ได้ เมื่อกลับถึงบ้านแล้วนำน้ำอัดลมกระป๋องที่ซื้อมาไปเก็บในตู้เย็น ในตู้เย็นก็จะมีการอัพเดทปริมาณน้ำอัดลมกระป๋องที่นำไปแช่เพิ่ม เมื่อใดก็ตามที่น้ำอัดลมกระป๋องหมดลง ตู้เย็นก็จะเพิ่มรายการเครื่องดื่มที่ต้องการซื้อจากราคาปลีกให้โดยอัตโนมัติ
ในส่วนของการทำลาย เมื่อกระป๋องน้ำอัดลมมาถึงศูนย์รีไซเคิล เครื่องอ่าน RFID ก็จะทำงานอัตโนมัติในการจัดกลุมของการทำรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงจากกระบวนการเดิมที่ทำด้วยมือ แล้วกระป๋องเหล่านี้ก็จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตอีกครั้ง


การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี RFID ในอุตสาหกรรมรถยนต์

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี RFID กับอุตสาหกรรมรถยนต์มีงานหลัก ๆ คือ การติดตามส่วนประกอบรถยนต์ ก็จะประกอบไปด้วย การบริหารสินค้าคงคลัง การประกอบรถยนต์ การป้องกันการขโมย การยืนยันความถูกต้องของตัวสินค้าว่าเป็นของแท้ไม่ได้มีการทำลอกเลียนแบบ การบำรุงรักษา และ การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle ) อีกด้านหนึ่งในส่วนของการประยุกต์ใช้กับตัวรถยนต์ ก็จะให้ความสำคัญในเรื่อง การแสดงตัวของรถยนต์แต่ละคัน การอนุญาตการเข้า-ออก ( การฝัง RFID ไว้กับกุญแจ หรือ คีย์การ์ดสำหรับเปิดประตูรถ ) และการติดตามวัดแรงดันของยางรถยนต์ เป็นต้น


การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี RFID ในเกษตรกรรม
สำหรับภายในประเทศไทยเองก็ได้มีการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมเช่นเดียวกัน เช่น ในปัจจุบัน ฟาร์ม เอส พี เอ็ม ที่จังหวัดราชบุรี ได้นำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในการเลี้ยงสุกร เพื่อให้ได้มาตรฐาน ไม่อ้วนหรือผอมเกินไป ทางฟาร์มได้นำซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า Porcode Management System ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ของประเทศเนเธอร์แลนด์ มาใช้ร่วมกับเทคโนโลยี RFID เพื่อควบคุมเครื่องให้อาหารแม่หมู ซึ่งระบบจะควบคุมให้เครื่องให้อาหารปล่อยอาหารมาตามปริมาณที่เหมาะสมกับแม่หมูแต่ละตัว ระบบให้อาหารหมูอัตโนมัตินี้ ประกอบไปด้วย แถบ RFID สำหรับระบุหมายเลขประจำตัวของแม่หมูแต่ละตัว ซึ่งจะติดไว้ที่หูของแม่หมู , เครื่องอ่าน RFID ซึ่งจะติดอยู่ที่ผนังบริเวณจุดให้อาหารทำหน้าที่รับสัญญาณจากแถบ RFID ทำให้รู้ว่าแม่หมูที่เข้ามากินอาหารเป็นแม่หมูหมายเลขใด

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี RFID ในการแพทย์

ในปัจุบันได้เริ่มมีการนำเทคโนโลยี RFID เข้าไปประยุกต์ใช้ทางการแพทย์และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา องค์การอาหารและยาของประเทศให้การรับรองและอนุญาตให้มีการใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีฝังชิ้นส่วนของไมโครชิพ หรือ เก็บหน่วยข้อมูลอัจฉริยะขนาดจิ๋ว ซึ่งทำงานด้วยระบบ RFID เข้าสู่ผิวหนังผู้ป่วยได้ โดยลักษณะรูปร่างของเจ้าไมโครชิพนี้จะมีขนาดเล็กมาก ๆมีขนาดเท่า “ เมล็ดข้าว” เท่านั้นเอง และใช้ฉีดเข้าไปฝังตัวใต้ผิวหนังของผู้ป่วย เพื่อช่วยเก็บข้อมูลในทางการแพทย์ อาทิเช่น ข้อมูลกรุ๊ปเลือด ข้อมูลการเกิดภูมิแพ้ ข้อมูลลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละบุคคล เพื่อให้แพทย์ช่วยรักษาและวินิจฉัยให้ตรงกับโรคมากที่สุดอีกทั้งยังใช้ เป็นรหัสส่วนบุคคลของผู้ป่วยอีกด้วย


การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี RFID ในห้องสมุด


แนวคิดที่จะนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในกระบวนการยืมคืนหนังสือและสื่อโสตทัศน์ด้วยตนเอง ห้องสมุดแห่งแรกที่ติดตั้งระบบเทคโนโลยี RFID คือ ห้องสมุดของ Rockefeller University in New York ส่วนห้องสมุดประชาชนแห่งแรกที่นำเทคโนโลยี RFID มาใช้ คือ Farmington Community Library ในรัฐมิชิแกน ห้องสมุดแต่ละแห่งพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อจัดเก็บรายละเอียดทางบรรณานุกรมและสถานภาพของทรัพยากรสารสนเทศ เพื่อใช้ในการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับยืมคืนทรัพยากรสารสนเทศแต่ละรายการของห้องสมุด โดยทรัพยากรสารสนเทศแต่ละรายการจะได้รับตัวเลขที่เฉพาะรายการ (บาร์โค้ด) ซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์กันระหว่างชื่อผู้แต่ง และชื่อเรื่องของทรัพยากรสารสนเทศรายการนั้นๆ การยืมคืนทรัพยากรสารสนเทศที่ใช้เทคโนโลยีบาร์โค้ด ผู้ใช้ต้องติดต่อขอความช่วยเหลือจากบรรณารักษ์/เจ้าหน้าที่ จากนั้นบรรณารักษ์/เจ้าหน้าที่จะนำแถบบาร์โค้ดที่ติดกับทรัพยากรสารสนเทศนั้นไปไว้ในบริเวณที่เครื่องอ่านรหัสบาร์โค้ด โดยสามารถอ่านได้ทีละเล่ม
แต่สำหรับเทคโนโลยี RFID นั้นมีลักษณะคล้ายกับบาร์โค้ดและยังสามารถรองรับความต้องการอีกหลายๆอย่างที่บาร์โค้ดไม่สามารถตอบสนองได้ กล่าวคือ เทคโนโลยีบาร์โค้ดเป็นระบบที่อ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่อยู่บนบาร์โค้ดได้ แต่ป้าย RFID สามารถอ่านและบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากตัวเลขและเพิ่มเติมข้อมูลภายหลังได้ นอกจากนี้ระบบเทคโนโลยี RFID เป็นเทคโนโลยีที่สามารถส่งข้อมูลทุกอย่างผ่านคลื่นความถี่วิทยุ ดังนั้นการอ่านข้อมูลจากป้าย RFID จึงไม่ต้องป้ายข้อมูลอยู่ในบริเวณที่เครื่องอ่านอ่านได้ และผู้ใช้สามารถยืมคืนทรัพยากรสารสนเทศได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้เมื่อมีการยืมคืนผ่านเทคโนโลยี RFID ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศจะถูกปรับปรุงข้อมูลเป็นปัจจุบันทันที


เหตุผลในการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในห้องสมุด

เทคโนโลยี RFID มีประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของบรรณารักษ์และเอื้อให้เกิดความสะดวกในการใช้บริการ ดังนี้

1. ลดขั้นตอนและประหยัดเวลาในการให้บริการยืมคืน
เนื่องจากระบบเทคโนโลยี RFID เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีจากคลื่นความถี่วิทยุในการตรวจสอบข้อมูล บรรณารักษ์จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการนำบาร์โค้ดหนังสือให้อยู่ในบริเวณที่เครื่องอ่านบาร์โค้ดสามารถอ่านได้ นอกจากนี้ยังสามารถอ่านได้ทีละหลายเล่มพร้อมๆกันอีกด้วย จึงทำให้การบริการยืมคืนทรัพยากรสารนิเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว

2. ทำให้การยืมคืนทรัพยากรสารสนเทศด้วยตนเองง่ายขึ้น
ห้องสมุดที่ติดตั้งระบบเทคโนโลยี RFID แล้ว จะเอื้อให้ผู้ใช้ห้องสมุดสามารถยืมคืนทรัพยากรสารสนเทศด้วยตนเอง เวลาคืนทรัพยากรสารสนเทศ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรอห้องสมุดเปิดทำการหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ผู้ใช้สามารถคืนทรัพยากรสารสนเทศผ่านเครื่องคืนทรัพยากรสารสนเทศได้ทันที จึงทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่พึงพอใจในการใช้บริการยืมคืนด้วยตนเอง

3. มีความปลอดภัยสูง
ห้องสมุดสามารถทราบได้ทันทีว่าในขณะนี้ทรัพยากรสารสนเทศรายการใดได้ยืมออกจากห้องสมุด หรือทรัพยากรสารสนเทศรายการใดหายไปจากชั้นหนังสือ เพื่อดำเนินการซื้อทดแทนรายการที่สูญหายได้ทันที นอกจากนี้หากบัตรสมาชิกห้องสมุดได้ใช้เทคโนโลยี RFID ด้วยแล้ว จะทำให้ห้องสมุดสามารถทราบได้ทันทีว่าสมาชิกคนใดได้นำทรัพยากรสารสนเทศออกจากห้องสมุด โดยยังไม่ได้ผ่านกระบวนการยืมคืน

4. เพิ่มความรวดเร็วในการสำรวจชั้นหนังสือ
การสำรวจชั้นหนังสือจะรวดเร็วขึ้นด้วยเครื่องอ่านแบบพกพาหรือแบบมือถือ (Hand-held inventory reader) เพียงบรรณารักษ์ถือเครื่องอ่านนี้เดินตามชั้นหนังสือ ก็สามารถทราบได้ทันทีว่าทรัพยากรสารสนเทศเหล่านั้นอยู่ถูกตำแหน่งโดยเรียงตามลำดับตามเลขเรียกหนังสือหรือไม่ และรายการทรัพยากรสารสนเทศใดบ้างที่หายไปจากชั้น จึงช่วยลดปัญหาการไม่พบหนังสือบนชั้นได้เป็นอย่างดี


5. ป้าย RFID มีอายุการใช้งานนาน
ป้าย RFID 1 ชิ้นสามารถผ่านการใช้งานยืมคืนอย่างน้อยที่สุด 100,000 ครั้ง จึงจะถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแผ่นใหม่
ประเด็นที่ควรพิจารณาในการติดตั้ง RFID ในห้องสมุด

1. งบประมาณสำหรับการติดตั้งระบบเทคโนโลยี RFID
เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบค่อนข้างสูง โดยแผ่นป้ายข้อมูล RFID 1 แผ่นราคา 50-70 cent นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในส่วนเครื่องปฏิบัติการสำหรับยืม-คืนด้วยตนเอง (Workstation) และเครื่องอ่านแบบมือถือ (Hand-held reader) ดังนั้นห้องสมุดจำเป็นต้องเตรียมงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากป้าย RFID ดังนี้

- ประตูทางเข้า-ออกห้อสมุด (Security gate) เพื่อให้สามารถตรวจสอบการยืมคืนทรัพยากรสารสนเทศนั้นได้ด้วย RFID และป้องกันการขโมยทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด โดยจะส่งสัญญาณดังออกมาเมื่อผู้ใช้ยังไม่ได้ยืมทรัพยากรสารสนเทศนั้นให้เรียบร้อย



- เครื่องปฏิบัติการยืมคืนด้วยตนเอง (Self-check station) ห้องสมุดอาจติดตั้งเครื่องดังกล่าวนี้ไว้ให้บริการภายในห้องสมุดมากกว่า 1 เครื่องก็ได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้ นอกจากนี้ห้องสมุดอาจติดตั้งเครื่องสำหรับยืมคืนทรัพยากรสารสนเทศภายนอกห้องสมุดเพื่อให้ผู้ใช้สามารถคืนทรัพยากรสารสนเทศนอกเวลาทำการของห้องสมุด



- เครื่องปฏิบัติการยืมคืนสำหรับบรรณารักษ์ (Self circulation desk) เครื่องนี้มีลักษณะการดำเนินงานคล้ายกับเครื่องสำหรับผู้ใช้ แต่เพิ่มโปรแกรมบางโปรแกรมเพื่อให้สามารถลบ-เพิ่มสัญญาณในป้าย RFID ได้






บรรณานุกรม
Suksmith, Smith. “Introduction to RFID Technology.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www2.sipa.or.th/main/index.php?option=com_docman&task=doc_download&gid=20&Itemid=91. สืบค้น 15 ธันวาคม 2549.
ทวีศักดิ์ กออนันตกูล. “เทคโนโลยี RFID กับผลกระทบต่อประเทศไทย.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://ict.moph.go.th/content/RFID.pdf. สืบค้น 15 ธันวาคม 2549.
“เทคโนโลยี RFID.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://angsila.compsci.buu.ac.th/~sc440061/%CB%D1%C7%A2%E9%CD%CA%D1%C1%B9%D2/%C3%D2%C2%A7%D2%B9%CA%D1%C1%C1%B9%D21/TECHNOLOGY_RFID1.doc.. สืบค้น 14 มกราคม 2550.
ธวัช วราไชย. “เอกสารเชิงวิเคราะห์ : ปัญหาที่เกิดจากการใช้งานเทคโนโลยี RFID.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.lib.tsu.ac.th/index.php?option=com_docman&task=cat_view&gid=28&Itemid=60. สืบค้น 15 มกราคม 2550.
นฤมล นำจันทร์. “RFID เทคโนโลยีฉลากแห่งอนาคต.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://angsila.compsci.buu.ac.th/~sc440061/%CB%D1%C7%A2%E9%CD%CA%D1%C1%B9%D2/RFID.ppt. สืบค้น 16 มกราคม 2550.
บุรินทร์ อรุณโรจน์. “RFID เทคโนโลยีที่ต้องตามให้ทัน.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/pep_11_2548_rfid.pdf. สืบค้น 15 ธันวาคม 2549.
ลัคน์ มูสิกะนุกูล. “RFID วิวัฒนาการอีกก้าวของโลกไอทีไร้สาย.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://itmc.tsu.ac.th/paper/it002.doc. สืบค้น 15 ธันวาคม 2549.
วชิราภรณ์ คลังธนบูรณ์. “เทคโนโลยี RFID กับห้องสมุด.” วารสารบรรณารักษศาสตร์ 26, 2 (2549) : 11-20.
วัชรากร หนูทอง และ อนุกูล น้อยไม้. “RFID หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.nectec.or.th/pressnews/bid/RFID/RFID_technology_final2.pdf. สืบค้น 15 ธันวาคม 2549.
วีรพล พัวพันธ์.”เทคโนโลยี RFID.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://industrial.se-ed.com/itr93/itr93_107.asp#3สืบค้น 15 มกราคม 2550.
สมนึก สมชัยกุลทรัพย์. “ตัวอย่างและประสบการณ์การนำเทคโนโลยี RFIDมาใช้ในธุรกิจและในชีวิตประจำวัน.” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.tnsc.com/RFID.pdf. สืบค้น 15 มกราคม 2550.

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2551

การพัฒนาระบบ RFID

การพัฒนาระบบ RFID

การพัฒนาระบบ RFID เป็นการนำแนวความคิดในการนำคลื่นวิทยุมาใช้ เพื่อแสดงตำแหน่ง โดยการนำข้อมูลที่ต้องการส่ง มาทำการมอดูเลต(Modulation)กับคลื่นวิทยุแล้วส่งออกผ่านทางสายอากาศที่อยู่ในตัวรับข้อมูลและได้พัฒนามาเพื่อแทนระบบบาร์โค้ด(Barcode)ในปัจจุบันได้มีการนำ RFID ไปประยุกต์ใช้งานด้านอื่นๆนอกเหนือจากการนำมาใช้ในระบบบาร์โค้ดแบบเดิม เช่น ใช้ในบัตรชนิดต่างๆ (บัตรสำหรับเข้าออกตามหอพัก บัตรจอดรถตามศูนย์การค้า) บางครั้งอาจพบอยู่ในรูปของแท็กสินค้าซึ่งมีขนาดเล็กจนสามารถแทรกลงระหว่างชั้นของเนื้อกระดาษได้ หรือาจจะเป็นแคปซูลขนาดเล็กฝังอยู่ในตัวสัตว์ เพื่อบันทึกประวัติต่างๆ เป็นต้น


วัตถุประสงค์ของการพัฒนา RFID

โครงการ RFID เป็นโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์วงจรรวม Chip เดี่ยวเพื่อใช้ในบัตรอัจฉริยะ (Smart Card Chip) ชนิดไร้สัมผัส (Contactless) เพื่อสร้างต้นแบบให้กับผู้ประกอบการ RFID และ Smart Card ในประเทศไทย นำไปพัฒนาต่อในเชิงพาณิชย์ เป็นการยกระดับขีดความสามารถในการพัฒนา ออกแบบ และผลิตอุปกรณ์ด้านวงจรรวม และสนับสนุนให้เกิดผลผลิตทางการออกแบบวงจรรวมของสถาบันวิจัยในประเทศ ซึ่งเป็นฐานสำหรับการพัฒนาบุคลากรทางด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมากให้กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์


คลื่นพาหะในระบบ RFID



ในปัจจุบันคลื่นพาหะที่ใช้งานกันในระบบ RFID จะอยู่ในย่านความที่ ISM (Industrial-Scientific-Medical) ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่กำหนดในการใช้งานในเชิงอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และการแพทย์ สามารถใช้งานได้โดยไม่ตรงกับย่านความถี่ที่ใช้งานในการสื่อสารโดยทั่วไป โดยมี 3 ย่านความถี่ใช้งาน คือ สำหรับคลื่นพาหะที่ใช้กันในระบบ RFID อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ย่านหลักๆ ได้แก่
♦ ย่านความถี่ต่ำ (Low Frequency : LH) ต่ำกว่า 150 KHz
♦ ย่านความถี่สูง (High Frequency : HF) 13.56 MHz
♦ ย่านความถี่สูงยิ่ง (Ultra High Frequency : UHF) 433/868/915 MHz


ในแง่การใช้งาน 2 ย่านความถี่แรกจะเหมาะสำหรับใช้กับงานที่มีระยะการสื่อสารข้อมูลในระยะใกล้ (LH ระยะอ่านประมาณ 10-20 ซม. และ HF ระยะอ่านประมาณ 1 เมตร) เช่น การตรวจสอบการผ่านเข้าออกพื้นที่ การตรวจหาและเก็บประวัติในสัตว์
ส่วนย่านความถี่สูงยิ่งจะถูกใช้กับงานที่มีระยะการสื่อสารข้อมูลในระยะไกล (UHF ระยะอ่านประมาณ 1-10 เมตร) เช่นระบบเก็บค่าบริการทางด่วน ซึ่งในปัจจุบัน ระบบ RFID กำลังถูกวิจัย และพัฒนาในย่านความถี่ไมโครเวฟที่ความถี่ 2.4 GHz และความถี่ 5.8 GHz เพื่อใช้งานที่ต้องการอ่านในระยะไกลกว่า 10 เมตร
ในแง่ของราคาและความเร็วในการสื่อสารข้อมูล เมื่อเทียบกันแล้ว RFID ซึ่งใช้คลื่นพาหะย่านความถี่สูงเป็นระบบที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุดและมีราคาแพงที่สุดด้วยเช่นกัน ส่วน RFID ที่ใช้คลื่นพาหะในอีกสองย่านความถี่จะมีระดับราคาและความเร็วลดหลั่นกันไป

อัตราการรับส่งข้อมูลและ Bandwidth

อัตราการรับส่งข้อมูล (Data Transfer Rate) จะขึ้นอยู่กับความถี่ของคลื่นพาหะ โดยปกติถ้าความถี่ของคลื่นพาหะยิ่งสูง อัตราการรับส่งข้อมูลก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย ส่วนการเลือก Bandwidth หรือย่านความถี่นั้นก็จะมีผลต่ออัตราการรับส่งข้อมูลเช่นกันโดยมีหลักว่า Bandwidth ควรจะมีค่ามากกว่าอัตราการรับส่งข้อมูลที่ต้องการอย่างน้อยสองเท่า เช่น ถ้าใช้Bandwidth ในช่วง 2.4-2.5 GHz ก็จะสามารถรองรับอัตราการรับส่งข้อมูลได้ถึงประมาณ 2 megabits ต่อวินาที เป็นต้น แต่การใช้ Bandwidth ที่กว้างเกินไปก็อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสัญญาณรบกวนมาก หรือทำให้ S/N Ratio ต่ำลงนั่นเอง ดังนั้นการเลือกใช้ Bandwidth ให้ถูกต้องก็เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณา

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551

ความปลอดภัยของข้อมูล กับเทคโนโลยี RFID

เทคโนโลยี RFID ในปัจจุบันได้ถูกนำเข้ามาใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลลงในบัตรเช่น บัตรพนักงาน บัตรรถไฟฟ้า หรือนำมาใช้ในระบบขนส่งสินค้า ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปได้ถึงเส้นทางการขนส่งและรายละเอียดอื่น ๆ ซึ่งนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มาก

แล้วความปลอดภัยของข้อมูลละ จะเชื่อได้อย่างไรว่าคนอื่นจะไม่สามารถอ่านข้อมูลเหล่านั้นได้

การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ RFID มีประสิทธิภาพสูงมาก เนื่องจากจะต้องผ่านการเข้ารหัสลับและการพิสูจน์ตัวจริง (Authentication) ซึ่งมีรูปแบบหลัก ๆ อยู่ 2 รูปแบบคือ การใช้

  1. อัลกอลิทึมแบบสมมาตร (Symmetric algorithm)

  2. อัลกอลิทึมแบบอสมมาตร (Asymmetric algorithm)

ซึ่งทั้งสองระบบนี้เป็นการเข้ารหัสแบบอาศัยกุญแจลับ เมื่อมีการนำส่งข้อมูลที่มีความสำคัญมาก ก็จะมีการเข้ารหัสแนบไปกับตัวข้อมูล เรียกว่า Encrypt และ เมื่อผู้รับได้รับก็จะมีการถอดรหัสที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เรียกว่า Decrypt


การเข้ารหัสแบบสมมาตร (Secret-key algorithm)เมื่อ A ทำการส่งข้อความ ข้อความนั้นก็จะถูกนำเข้ารหัสด้วยกุญแจส่วนตัว (Private Key)กลายเป็นข้อความลับ (Cipher text)เมื่อ B ได้รับข้อมูลก็จะใช้กุญแจชุดเดียวกันถอดรหัสข้อมูล แต่ถ้าระหว่างทาง C แอบฟังข้อมูลอยู่ C จะเห็นว่าเป็นข้อความลับแต่ไม่ทราบรหัสกุญแจก็ไม่สามารถตีความได้


สมมุติตัวอย่างง่าย ๆ A ต้องการส่งข้อความให้ B โดยส่งสัญญาณเป็น ไบนารี่โค้ด 1001 ค่ากุญแจ 1101 โดยจะมีการเข้ารหัส XOR (1001 กับ 1101 จะได้ 0100 ซึ่งเป็นค่าที่ C ได้เห็น แต่ B มีโค้ดกุญแจในการถอดรหัส ก็จะถอดออกมาเป็น 1001 XOR กับ 0100 เท่ากับ 1101 ซึ่งเป็นข้อความที่ถูกต้อง

ส่วน

การเข้ารหัสแบบอสมมาตร คือการเข้ารหัสแบบกุญแจสาธารณะ (Public-Key algorithm)จะต่างจากแบบแรกตรงการเข้ารหัสลับและใช้กุญแจถอดรหัสลับต่างกัน คือจะเข้าโดยใช้รหัสกุญแจสาธารนะ ซึ่งผู้ใช้กุญแจสาธารณะก็จะต้องมีกุญแจส่วนตัวซึ่งเป็นคู่เฉพาะจึงจะสามารถเปิดได้ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากในการคาดเดารหัสลับ(กุญแจส่วนบุคคล)นับว่าการเข้ารหัสแบบนี้มีความซับซ้อนสูง และมีความปลอดภัยสูงเช่นกัน

การเข้ารหัสแบบนี้เหมาะกับงานรักษาความปลอดภัยแบบกระจาย (Many-to-many) เช่นระบบการขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต จะใช้ระบบกุญแจสาธารณะซึ่งสามารถมีจำนวนมากในการเข้าสลักการสั่งสินค้าได้ ส่วนการถอดสลักโดยบริษัทจะมีกุญแจส่วนตัวเฉพาะของบริษัทเท่านั้น

บรรณานุกรม

- หนังสือรู้จักกับเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี โดยศูนย์พัฒนาธุรกิจการออกแบบวงจรรวม

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ NECTEC

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

ประเภทของ RFID

คงจะได้ทราบกันแล้วนะครับว่า เทคโนโลยี RFID เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ผมเชื่อว่าทุกคนที่ไปที่ห้างสรรพสินค้าคงจะเคยเห็นช่องประตูที่มีเสาสูงขึ้นมาตรงทางเข้าออกห้างสรรพสินค้า นี่ก็เป็นการนำเทคโนโลยี FRID มาใช้งานอีกรูปแบบหนึ่ง เอาละครับเมื่อเราได้ทราบกันแล้วว่าเทคโนโลยี RFID คืออะไร ต่อไปเรามาทำความรู้จักให้มากขึ้นอีกนิดกันดีกว่า โดยเราจะมาทำความรู้จักกันว่าเจ้า RFID ตัวนี้มันมีกี่ประเภทกัน

ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักว่า RFID มี่กี่ประเภท ผมจะขอพูดถึงส่วนประกอบของ RFID ก่อนนะครับ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทคือ

1.ป้าย (Tags)
ป้าย (Tag, Transponder[transceiver-responder]) ตัวอย่างเช่น ป้ายที่ติดสินค้า และ ตั๋วรถไฟฟ้าที่เป็นเหรียญกลมๆสีดำ สิ่งเหล่านี้ก็คือ Tags ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ภายในจะประกอบด้วย เสาอากาศ และ ตัวไมโครชิป ในส่วนของตัวเสาอากาศนั้น จะทำหน้าที่รับส่งสัญญาณคลื่นวิทยุระหว่าง ป้าย(Tags) กับ เครื่องอ่าน(Reader) นอกจากนั้นแล้วมันยังสามารถทำหน้าที่สร้างพลังงานเพื่อป้อนให้กับไมโครชิปได้อีกด้วย

ตัวอย่างตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินที่ใช้เทคโนโลยี RFID

2. เครื่องอ่านป้าย (Reader)

เครื่องอ่านป้าย (Reader) โดยหน้าที่ของเครื่องอ่านป้ายคือ จะทำการเชื่อมต่อกับป้ายเพื่อทำการอ่านหรือเขียนข้อมูลลงในป้ายโดยใช้สัญญาณวิทยุ ซึ่งภายในเครื่องอ่านจะประกอบด้วย เสาอากาศ เพื่อใช้รับ-ส่งสัญญาณ, ภาครับภาคส่งสัญญาณวิทยุ, วงจรควบคุมการอ่าน-เขียนข้อมูล และส่วนที่ติดต่อกับคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกันกับในส่วนของป้าย เครื่องอ่านนั้นจะมีชนิด และลักษณะรูปร่างหลากหลายแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน เช่น แบบมือถือ แบบติดหนัง จนไปถึงแบบขนาดใหญ่เท่าประตุ เป็นต้น

3. ฮาร์ดแวร์ หรือ ระบบที่ใช้ประมวลผล

คือส่วน ฮาร์ดแวร์ หรือ ระบบที่ใช้ประมวลผล เป็นส่วนที่จะทำการประมวลผลข้อมูลที่ได้มาจากป้าย (Tag) หรือ จะสร้างข้อมูลเพื่อส่งไปยังป้าย (Tag) หรือว่าจะเป็นที่เก็บระบบฐานข้อมูล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบที่เรานำเอาไปใช้นะครับ ตัวอย่างอย่างเช่น ระบบการจัดการฟาร์มปศุสัตว์ ระบบคลังสินค้า ระบบขนส่ง ระบบการบริหารทรัพยากรต่างๆ เป็นต้น



รูปแสดงส่วนประกอบของ RFID


ประเภทของระบบ RFID
ระบบ RFID สามารถจำแนกประเภทได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับว่าจะถูกจำแนกจากคุณสมบัติอะไร เช่น ความถี่ที่ใช้งาน ชนิดของ Tags เป็นต้น ในที่นี้เราจะทำการจำแนกประเภทของระบบ RFID ออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

1. จำแนกตามขนาดของหน่วยความจำ ซึ่งสามารถแยกย่อยได้อีกดังนี้
1.1 ชนิด 1 บิต (1 Bit Type)
RFID ชนิดนี้เรียกอีกอย่างว่า EAS (Electronic Article Surveillmce) เป็น RFID ที่ใช้ Tags แบบที่ไม่มีไมโครชิพ มีเฉพาะเสาอากาศอย่างเดียว โดยการทำงานจะทำการตรวจสอบเฉพาะว่ามี Tags อยู่ในพื้นที่สัญญาณหรือไม่ ซึ่งจะแสดงสถานะเป็น 0 หรือ 1 (มีหรือไม่มี)


รูปแบบของ RFID ชนิดนี้ได้ถูกนำมาใช้งานในทางธุรกิจอย่างเช่น นำมาใช้กับสินค้าเพื่อป้องกันสินค้าสูญหาย เช่นตามห้างสรรพสินค้า RFID จะถูกนำไปติดที่สินค้าหรือหลังบาร์โค้ดสินค้า และจะมีเสาตรวจจับสัญญาณที่ด้านหน้าประตูทางออก หากสินค้าถูกนำออกมาโดยไม่ได้ชำระเงินเครื่องจะสามารถตรวจจับสัญญาณได้ ซึ่งหากสินค้าถูกนำไปชำระเงินที่เค้าเตอร์ tags จะถูกดึงออกหรือถูกทำลายสนามแม่เหล็กในตอนชำระเงิน เสาอากาศด้านหน้าประตูก็ไม่สามารถตรวจจับสัญญาณได้ ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า เช่น บิ๊กซี, โลตัส, คาร์ฟูล เป็นต้น







1.2 ชนิดหน่วยความจำมากกว่า 1 บิต (Data Carrier Type)
RFID ชนิดนี้จะใช้ Tags ที่มีไมโครชิพและหน่วยความจำเป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยบางชนิดสามารถเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 64 กิโลไบต์ มักใช้ในงานด้านอุตสาหกรรมหรืองานทั่วไปที่ต้องใช้ Tags ในการเก็บข้อมูล



2. จำแนกโดยลักษณะการคล้องของสัญญาณ
2.1 Close Coupling เป็นระบบ RFID ที่มีระยะในการอ่าน / เขียนข้อมูลสั้นมากประมาณ 0-1 เซนติเมตร ดังนั้น Tags จะต้องอยู่ใกล้หรือวางอยู่บนเครื่องอ่าน คลื่นความถี่ที่ใช้เริ่มตั้งแต่ 0 Hz จนถึง 50 MHz โดยระบบนี้จะนิยมนำมาใช้กับงานที่ต้องการความปลอดภัยค่อนข้างสูง แต่ไม่ต้องการการติดต่อในระยะที่ไกล ตัวอย่างเช่น ประตูอัตโนมัติ

2.2 Remote Coupling เป็นระบบที่มีระยะการอ่าน/เขียนสูง ไกลถึง 1 เมตร ซึ่งจะใช้หลักการคล้องสัญญาณแบบ Inductive (Magnetic) Coupling ระหว่างเครื่องอ่านกับ Tags ในปัจจุบันระบบ RFID ใช้หลักการนี้ประมาณ 90-95% ของระบบทั้งหมด โดยความถี่ที่ใช้อยู่ที่ต่ำกว่า 135 KHz หรือ 13.56 MHz และ 27.125 MHz ระบบนี้พบมากในลักษณะงานอุตสาหกรรมเช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออิเล็คทรอนิกส์ เป็นต้น


2.3 Long Range เป็นระบบที่มีระยะการอ่าน/เขียนอยู่ระหว่าง 1 ถึง 10 เมตรหรือบางระยะอาจไกลกว่านี้ ความถี่ที่ใช้ไมโครเวฟ (Microwave) ซึ่งอยู่ที่ความถี่ 2.45 GHz บางครั้งจะพบที่ระดับ 915 MHz, 5.8 GHzและ 24.125 GHz ลักษณะงานที่ใช้ระบบ RFID แบบนี้จะเป็นงานที่ต้องการการสื่อสารระยะไกล เช่น ระบบชำระเงินอัตโนมัติของทางด่วน


3. จำแนกตามความสามารถของระบบ
3.1 ระบบอ่านอย่างเดียว (Read Only System)
ถือว่าเป็นระบบที่ Low end ที่สุด Tags มีข้อมูลซึ่งจะอยู่ในรูปแบบ Serial Number และไม่สามารถเขียนข้อมูลใหม่ลงไปได้ เหมาะกับงานที่ต้องการอ่านอย่างเดียวเช่น แยกแยะความแตกต่างของสินค้า ความถี่ที่ใช้งานจะอยู่ที่ต่ำกว่า 135 KHz หรือ 2.45 GHz


3.2 ระบบอ่านเขียน (Read-Write System)
จะจัดอยู่ในระดับ Mid-range ของระบบ RFID Tags โดยสามารถเขียนข้อมูลซ้ำได้ โดยมีความจุอยู่ที่ 16 byte จนถึง 16 Kb หน่วยความจำที่ใช้จะเป็นชนิด EEPROM หรือ SRAM ความถี่ที่ใช้อยู่ที่ 135 KHz, 12.56 MHz, 27.125 MHz และ 2.45 GHz


3.3 ระบบไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor System)
เป็นระบบที่จัดอยู่ในระดับ High end เพราะมีไมโครโปรเซสเซอร์เป็นตัวประมวลผล Tags ระบบนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้อย่างหลากหลายและมีฟังก์ชันการสร้างรหัสลับ (Cryptological Functions) สามารถนำไปใช้งานที่เกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัย ย่านความถี่ที่ใช้จะอยู่ที่ 13.56 MHz หน่วยความจำที่ใช้งานจะมีขนาดตั้งแต่ น้อยๆ จนถึง 16 Kb และหน่วยความจำจะเป็นชนิด EEPROM


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เราได้ทราบกันแล้วว่าระบบ RFID สามารถจำแนกได้อย่างหลากหลายตามคุณสมบัติของระบบ ซึ่งความหลากหลายนี้ก็ส่งผลให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานกับระบบธุรกิจได้อย่างถูกต้องและหลากหลายเช่นกันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของระบบงาน


เรื่องของ RFID ยังไม่จบแค่นี้นะครับ ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจอีกมากมาย แล้วผมจะนำมาเสนอในครั้งต่อไปครับ